3.from fat to fit

Then everything crashed : From FIT to FAT (จากฟิตเปรี๊ยะเป็นอ้วนปุ๊ก) #eating disorder

 

 

อันนี้เป็นมหากาพย์ความพังของชะนีน้อยจอมฟิต ภาค 2 ที่จาก “ไม่สวย แต่อร่อย” จนสุดท้ายอร่อยจริงเลยจ้า กลายเป็นหมูน้อย(ดูในรูปจิ เต็มไปหมดเลยอู๊ดๆ)


3.from fat to fit

          หวัดดีฮ้่าา เพื่อนๆพี่ทุกคน จากกระทู้ที่แล้วของมัดหมี่  No abs, No Problems!  http://pantip.com/topic/32982018 ที่เค้าได้พูดถึงเหตุว่าการไม่มีหน้าท้องสวยๆแบบที่สาวๆส่วนใหญ่ฝันหากัน ก็ไม่เห็นเป็นไร ในกระทู้นั้นเก๊าได้พูดถึงอาการ Eating Disorder ที่เป็นผลมาจากการบ้าคลั่งชีวิตฟิตๆมากจนชีวิตพังยับ วันนี้ก็จะได้ฤกษ์มาเล่ากันแบบเต็มๆกันสักทีเพราะว่าอีกไม่ถึง 10 วันก็จะถึงปีใหม่กันแล้วถึงเวลาที่เราจะต่้องละทิ้งสิ่งที่ไม่ดีที่ฉุดรั้งชีวิตเราไม่ให้เดินหน้าได้แล้ว สำหรับประสบการณ์ From Fit to Fat จากฟิตเปรี๊ยะเป็นอ้วนปุ๊ก น้องทำได้งายยอะะะะ(ตอนนี้กลับเป็นมนุษย์ปกติแล้วข่าาา ^^) จากในรูปข้างบน(รูปนั้นแหละที่มีหมูเพ่นพ่านไปมา) บอกเลยว่านี่เป็น #transformation ท่ีเก๋สุดๆเพราะชาวบ้านร้านตลาดปกติ เค้าจะมีรูป before และ after  จากอ้วนกลมปลวก กลายเป็น สวยฟิตน่าลิ้มลอง แต่ดูน้องสิคะ จากไม่สวยแต่อร่อย  แซบซี๊ดซ้าดหนัก 52 กิโลถ้วน กลายเป็นน้องปลวกยักษ์พุงพลุ้ย 57 กิโลข่าาาา (เปรียบเทียบขำๆนะจ๊ะแต่ละคนมีรูปร่างความสูงไม่เท่ากัน น้ำหนักเท่ากันก็ไม่ได้แปลว่าจะดูเหมือนอีกคนนะฮ้าา : เราสูง164จ้า) โอ้…พระเจ้าจ๋าไอ้ 5 กิโลนั่นมันมาจากหนใด ตามมากันเลยจย้า

How to gain weight and stress like a storm

1.mother i have eating disorder

          ก็อย่างที่โม้แล้วไปในกระทู้ที่แล้วเนอะว่าแต่ก่อน(1ปีที่แล้ว) ดิฉันนั้นใช้ชีวิตแบบ Train like a beast, Eat like a nutritionist, Sleep like a baby and look like a beauty(ตัวปลอมน่ะ สุดท้ายกลายเป็นน้องปลวกยักษ์) นั่นเป็น Quote ที่อิฉันตั้งเป็น Wallpaperโทรศัพท์นะ(สลับกับรูปฟิตเนสโมเดลฝรั่งที่ชอบหลอกให้น้องคิดว่าคนเอเชียสามารถมีกล้นที่กลมยิ่งกว่าลูกชิ้นกับขาตะเกียบได้) ส่วนวิธีการใช้ชีวิตก็เหมือนคติประจำใจนั่นที่ค้นพบใน pinterest เด๊ะๆ ออกกำลังกาย อย่างคลั่ง พกไก่กับบลอคโคลี่ใส่กล่องไปกินที่มหาลัย(ถ้าใครเคยลองจะรู้ว่าผ่านไปครึ่งวันเปิดมากลิ่นจะเหม็นเหมือนตดโคตรๆ =..=) ผลที่ได้มันก็อย่างที่เห็นในรูปBefore แหละฮ่ะ ผอม ลีน มีกล้ามน้อยๆ ท้องเป็นริ้วเบาๆพอเซกซี่ มี thigh gap…การมีหุ่นแบบนั้นมันหอมหวานแค่ไหน เรารู้ดีเลยแหละ แต่ถ้าถามว่าถ้ารู้ว่ามันจะทำให้เรากับสิ่งที่เราเจอมา เราจะยังทำมันมั้ย? บอกเลยว่าไม่… เรื่องที่เราจะเขียนต่อจากนี้เราหวังว่ามันจะช่วยให้สาวๆ มีความคิดที่เปลี่ยนไปบ้าง ไม่มากก็น้อย เกี่ยวกับเรื่องรูปร่าง เรารู้ว่าไม่ใช่ผู้ญิงทุกคนหรอกที่เคยเป็นหรือเคยรู้สึกแบบเรา แต่สำหรับใครที่เป็น เคยเป็น กำลังต่อสู้กับมัน หรือกำลังจะหมดแรง เราหวังว่าอย่างน้อยเรื่องของเราจะช่วยให้คุณรู้สึกมีกำลังใจที่จะสู้และชนะมันให้ได้ แล้วก็รู้ไว้นะ ว่ายูไม่ได้อยู่ตรงนั้นคนเดียว :)

         Eating Disorder หรือ โรคที่เกี่ยวกับการผิดปกติทางการกิน(ต๊าย ฉันเป็นผู้่ป่วยจริงๆหรอยะ) อาจจะเป็นคำที่ไม่คุ้นหูในสังคมไทยมากนักซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้หญิงซะเยอะ บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่ามันดีก็อาจจะหันกลับมาฆ่าเราได้ถ้าไม่รู้จักความพอดีนะจ๊ะ ก็เหมือนกับไอ้ความเชื่อที่ว่า “การออกกำลังกาย +ควบคุมอาหาร(จะอีทคลีนหรืออะไรก็เหอะ) = สุขภาพที่ดี ” จนกลายเป็นเทรนด์ที่ตอนนี้ทุกคนลุกออกมาออกกำลังกายกันเป็นบ้าเป็นหลังซึ่งเราไม่ได้บอกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีนะจ๊ะ มันดีถ้าเราทำบนพื้นฐานของการรักษาสุขภาพจริงๆมีสติทำแบบพอดี ซึ่งมีผลพลอยได้ก็คือหุ่นที่แซ่บขึ้นนั่นเอง แต่ แต!!่ ในที่นี้ใครบ้างที่เริ่มออกกำลังกายแล้วก็อีทคลีนเพราะว่าอยากมีหน้าท้องแบบนางแบบวิคตอเรีย ซีเครท ขาเรียวเล็ก แล้วก็ก้นเด้งแบบพี่ปู ไปรยา เฮลโหล ยกมือรัวๆค่ะ ดิฉันค่ะพูดกันแบบไม่เฟคเลย ก็แค่อยากสวยแบบคนที่เราเห็นในทีวี ในแม็กกาซีน ยิ่งในยุคนี้ที่เราแทบจะกินไอโฟนแทนอาหาร 3 มื้อทำให้เราได้เห็นชีวิตของคนอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะคนดัง ยิ่งเห็นก็ยิ่งอิดฉา ยิ่งเห็นก็ยิ่งอยากมีบ้าง งั้นฉันจะทำบ้าง แต่มักจะลืมคิดว่าทำไมเค้าต้องทำกันถึงขนาดนั้น เค้าต้องมีความพยายามแค่ไหนกว่าจะสวยได้ แล้วที่เค้าต้องสวย ต้องหุ่นเป๊ะทุกองศา มันก็เป็นเพราะถ้าไม่เป๊ะ ออกกล้องมันก็บวมฉึ่งขึ้น 8 เท่าอะดิ… โอเค ขอโทษ พล่ามเยอะ ก็มันอินอะ

         เข้าเรื่องของตัวเองละ  หลังจากการทำตามทุกอย่างที่วัฒนธรรมฟิตบอกให้น้องทำแล้ว ก็นั่นแหละค่ะ ก็ได้หุ่นแบบ Before อะ หลังจากนั้นหายนะก็มาเยือนจากการที่ควบคุมอาหารมากๆเข้า ไม่ได้กินของที่อยากกิน ตอนนั้นคือแบบ แม้แต่ไข่แดงยังไม่กินเลยอะ โอ้ย(อีนี่บ้าไปแล้ว) ไม่ต้องพูดถึงขนมนมเนยที่มีค่าประหนึ่งเหมือนจิตวิญญาณของมัดหมี่ ไม่แตะ ไม่กิน มันไม่ดี มันมีทรานส์แฟต มันอ้วน…ขนมปังขาว อีเลว แกมันเป็นแป้งเชิงเดี่ยว แกจะทำลาย abs ฉัน นังไอติม แกจะทำให้ฉันมีเซลลูไลท์ ถ้าฉันกินแกเปอร์เซนต์ไขมันในร่างกายฉันจะต้องเพิ่มขึ้น (ช่วงนั้นชั่ง3วันครั้ง ต้องเวลาเดิมด้วยนะ เดี๋ยวมันคลาดเคลื่อน =..=) รู้แล้วหน่าว่าตอนนั้นประสาท ไม่ต้องด่าน้องในใจ สุดท้ายใช้ชีวิตประสาทหลอนแบบนี้มาพักใหญ่ มันก็ถึงจุดร่างแมดหมี่เด็กอ้วนในตัวก็กรีดร้อง ไม่ไหวแล้ว แม้ดจะไม่ทน! จากนั้นเราก็เริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ สติหลุด ตอนนั้นยังกินคลีนอยู่ตลอดแต่พอเวลากินคลีนก็จะรู้สึกว่ามันไม่เติมเต็มหัวใจเลยอะ มัน…เอาจริงปะ ตอนแรกๆมันก็รู้สึกดีนะ แบบนี่แหละคือความรู้สึกของคำว่าเฟรช ตัวเบาเชียว ฉันกำลังกินน้ำสมูทตี้สีเขียวสูตรเดียวกับ Miranda Kerr ทำกินกับน้องฟลินทุกเช้าเลยนะ แต่พอหลังกลับรู้สึกว่ามันไม่ fulfill ชีวิตฉันเลยอะ(คิดในใจ) แต่ภายนอกก็ต้องโพสท์รูปลง ig (ไป stalk ดูได้ยังมีหลักฐานอยู่ใน @madmee) ต้องกินคลีนต่อหน้าคนอื่น เดี๋ยวผิดคอนเซป ชีวิตนีน้อยจอมฟิตมันก็ suffer แบบลับๆแบบนี้แหละ

One is NEVER enough

4.kanom with bg-Recovered

          อาการที่เราเป็นนั้นมีชื่อเรียกว่า Binge Eating จ้ะอาการที่เป็นในตอนนั้นที่ชัดๆเลย คือ กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกว่าพอสักทีทั้งๆที่ท้องอิ่มแล้ว(overeating) โดยอาการของเราเริ่มจากอาหารคลีนก่อน ตอนนั้นไม่ยอมกินอะไรที่เสียสุขภาพหรืออ้วนเลย แต่จะมี Cheat Day ของตัวเองซึ่งจะเป็นวันที่ตั้งหน้าตั้งตารอเหมือนเด็กประถมรอไปทัศนศึกษาอะ วันชีทเดย์นี่คือสึนามิลงแหละข่าาาา ฟาดเรียบ ตั้งเช้าจนเย็น ทุกมื้อหลักตามด้วยขนมทุกมื้อ กิน กิน กิน แบบอิ่มจนพุงจะแตก เสร็จปุ๊บก็นะ ตามวิสัยชะนีซึ่งความประสาทไม่เข้าใครออกใคร ก็จะรู้สึกผิดเฮ้ย กินเยอะมากเลยอะ ออกกำลังกายหนักขึ้นดีกว่า เป็นแบบนี้แล้วเริ่มลามมาถึงวิธีการกินอาหารคลีนที่แบบกินอย่างเดียวไม่เคยพออะ ข้าวเช้าฉันคือ แพนเค้กกล้วยหอมอันใหญ่เท่นาฬิกาแขวนฝาผนัง(ไข่แดง 1 ขาว 2) ราดด้วยน้ำผึ้งและเนยถั่ว ทานคู่กับผลไม้ โรยด้วยโน่นนี่นั่น ร้อยยแปดพันเก้า กับนมถั่วเหลืองไม่ใส่น้ำตาล ซึ่งทุกอย่างคลีนหมดจดถูกมะ แต่จริงๆปริมาณแคลอรี่มันเยอะกว่าการกินมาม่า 1 ห่อใส่ไข่ซะอีก สวัสดี.

          จากที่ยังทนกินอาหารคลีนต่อไปเพราะกลัวผิดคอนเซป กลัวอ้วน กลัวคนเอาไปเม้าท์ว่าแบบอีนี่ เห็นมะจริงๆก็ทำได้ไม่นานหรอกสุดท้ายชีก็เลิก สักพักจากชีทเดย์ เห้ย มันเริ่มเป็นชีทหลายเดย์แล้วเหวย แล้วพอกินๆๆๆๆ กินไม่หยุด จนอิ่มแน่นท้องไปหมด(กินวันนึงเหมือนเผื่อไป 3 วัน) เสร็จปุ๊บก็จะรู้สึกผิด รู้สึกแย่กับตัวเองมากๆ แบบ เฮ้ย​โคตรขี้แพ้เลยอะ ทำไมแค่ร่างกายของตัวเองแค่นี้ทำไมคุมไม่ได้แล้วก็จะออกกำลังกายแบบบ้าคลั่งๆๆๆๆ ช่วงนั้นอินเล่นเวทด้วยก็ยกเข้าไปดิ squat เข้าไปดิ 30-40 โล ตอนนั้นยังคิดว่ายกได้เยอะแล้วยิ่งเจ๋ง(เพราะโดนวัฒนธรรมฟิตเข้าครอบงำและความก็้สติของเราเอง) วนไปเป็นวงจรชีวิตฟิตอุบาทว์ของนีน้อย ทายได้ไม่ยากนะ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคืออะไร กินเยอะ เล่นหนัก กล้ามก็มาดิฮะ แต่เดี๋ยวก่อน เรื่องราวไม่ได้สวยงามแบบที่อ่านกันมาว่า ผู้หญิงนี่ต้องมีกล้ามเนื้อนะยะ มันช่วยให้หล่อนเผาผลาญในแต่ละวันมากขึ้นนะจ๊ะแล้วก็เจ้ากล้ามนี่แหละ จะทำให้รูปร่างของหล่อนมี shape เอวคอด สะโพกเจโลนะคะ นั่นคือกล้ามล้วนไม่ผสมไขมันนะลูกนะ แต่สิ่งที่ดิฉันได้มาในตอนนั้นคือ ความบวมฉึ่งแบบที่เห็นในรูป after แถมขาเราใหญ่ขึ้นมาจนนอยมากๆ ทั้งๆที่แต่ก่อนออกกำลังกายเป็นคนที่ขาเล็กมากๆแต่ตอนนีั้แม่ยังทักว่าลขาใหญ่น่าเกลียดอะ จริงๆแล้วนอยมาก แต่ก็ยังหลอกตัวเองว่าเฮ้ย ฉันฟิต ฉันแข็งแรงออกกำลังกายนะเห้ย เพราะมีความเชื่อว่าออกกำลังกายยังไงก็ต้องผอม(แต่ไม่ได้ดูว่าวิธีไหนเหมาะกับตัวเอง โธ่) กับคนอื่นนี่ไม่แสดงอาการอะไรทั้งนั้นว่าฉันกำลังเป็นบ้า ฉันกำลังนอยกับรูปร่างของตัวเอง

          จุดที่ดาร์คที่สุดคือจำได้ว่าซื้อหนมปังทีคนเฮลตี้ฮิตยี่ห้อนึงที่มีถั่วงาผสมเต็มไปหมด ซึ่งแผ่นใหญ่และหนากว่าปกติ ห่อนึงมีประมาณ 10 กว่าแผ่น แล้วอิฉันค่ะ กินมันหมดทั้งห่อในการนั่งกินครั้งเดียว ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นตอนดึกๆด้วย หนึ่งในอาการของ  Eating Disorder ไม่ว่าจะเป็น Binge Eating หรือ Bulimia คือการที่รู้สึกว่านี่แหละฉันจะกินอันนี้แหละเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ฉันจะหลุดครั้งนี้ครั้งสุดท้ายแล้วก็จะกินอย่างพายุทอร์นาโดถล่ม ซึ่งสุดท้ายมันก็จะทำให้เรารู้สึกแย่มากๆ รู้สึกว่าเราเสียการคอนโทรลในชีวิต เราเคยมี #YOLO meal ของตัวเองคือสั่งพิซซ่ามากินคนเดียวทั้งถาด หรือบางทีก็แมคโดนัลด์บ้าง แต่ส่วนมากจะสั่งมากินคนเดียวตอนกลางคืนเพราะไม่อยากให้ใครรู้ มันอาย TT บางคนถึงขั้นที่ทนไม่ได้จริงๆ ก็คือกินๆๆๆแล้วก็ล้วงคอให้อาเจียนออกมาทำบ่อยๆเข้าก็คือ อาการของ Bulimia นั่นเอง ซึ่งของเราอย่างที่บอกว่าเราไม่ได้ล้วงคอ(เพราะขี้กลัวสุดๆ) แต่เรากินแบบคลั่ง แล้วก็นอยโคตร แล้วออกกำลังกายแบบผีบ้า(6วันต่ออาทิตย์) ซึ่งมันก็ไม่ช่วยให้เราผอมลงหรือดีขึ้นเลย ในกรณีนี้การออกกำลังกายไม่ใช่คำตอบนะจ๊ะ สิ่งที่ต้องแก้คือนิสัยการกินแล้วก็จิตใจของเราจ้ะ เราเป็นแบบนั้นอยู่ประมาณครึ่งปีัได้ บอกเลยไม่ได้ดราม่าว่ามันเป็นช่วงเวลาที่โคตรจะเจ็บปวดเลย ตัวเราที่เริ่มอ้วนขึ้นเรื่อยๆทั้งๆที่ออกกำลังกายหนักมาก

It Hurts

2.inorder to move forward

          คนรอบตัวก็เริ่มทัก มันน่าอายมากๆสำหรับเราในตอนนั้น แล้วยิ่งตอนที่ฟิตมากๆเราเคยลงกระทู้พันทิปอันแรก ไม่สวยแต่อร่อย ที่ลิ้งค์นี้ http://pantip.com/topic/31138671 มีแต่คนเข้ามาชม รูปถ่ายที่เราลงลใน ig ตัวเองตอนที่หุ่นดีๆ มันยิ่งทำให้เราโคตรอายแล้วก็ hurt มากๆแบบมากๆจริงจนทำให้ช่วงนั้นชีวิต ไม่แฮปปี้เลย ร้องไห้หรอ ไม่ร่้องให้อื่นเห็นหรอก น่าอายชะมัด แอบร้องคนเดียว เคยพูดกับคนใกล้ตัวเค้าก็ไม่เข้าใจหาว่าเราคิดไปเอง บอกว่าถ้าแค่นี้ควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วจะทำอะไรได้ในชีวิต(แรงไป๊ๆๆๆๆ ชิๆๆๆ) มันเป็นเรื่องที่คนไม่เคยเป็นจะไม่เข้าใจเลยว่ามันเจ็บปวดขนาดไหน ใส่เสื้อผ้าอะไรก็ไม่สวย หน้าก็บวมฉึ่ง(แถมตอนนั้นมีสิวอีก : พังยิ่งกว่าสิบล้อทับ) ความมั่นใจเป็น 0 คิดอยู่ตลอดเวลาว่าคนนั้นจะคิดว่าฉันอ้วนมั้ยอะ เค้าจะนินทาเรามั้ย TT เป็นครึ่งปีที่ดาร์คระดับยุคที่โวเดอร์มอร์กับผู้เสพความตายมาคุมโลกพ่อมด =..=

And I won

5.happy me

          fast forward มาถึง ณ ปัจจุบัน วันนี่ที่มัดหมี่กลับมาเป็นมนุษย์ปกติแล้ว! จากนีน้อยจอมฟิต ไปเป็นสาวอวบจอมนอย แล้วตอนนี้เราก็กลับมาเป็นคนปกติแย้ว! เป็นผู้หญิงธรรมดา ที่รู้จัก balance ชีวิตไม่ตึงไม่หย่อน ใช้ชีวิตแบบที่อยากใช้แต่ก็ไม่ละเลยการดูแลตัวเองและที่สำคัญเรากลับมากินแบบปกติได้แล้ว! ไม่มีอีกแล้วารนับแคล ชั่งไก่ หรือเป็นวีแกนอีกแย้ว ฉันเป็นมนุษย์ที่สามารถกินข้าวผัดกะเพราะหมูกรอบไข่ดาวได้โดยไม่รู้สึกผิด  ออกกำลังกายอาทิตย์ละประมา่ณ 3 วันตามเวลาที่มี ไม่บ้าไปกับข้อมูลที่เสพมาจากสื่อแล้วทำตามแบบไม่ลืมหูลืมตาไม่ดูเบ้าร่างกายตัวเอง ไม่มีอีกแล้วนับแคลนับแมคโคร บายยยย และนี่คือสิงที่ทำให้เราผ่านมันมาได้จย้า

1.รักตัวเอง : ข้อนี้โคตรรรร สำคัญ รักตัวเองเหมือนเป็นประโยคที่เราได้ยินกันเกลื่อน แต่จริงๆแล้วสาวๆเข้าใจและได้ treat ตัวเองด้วยความรักจริงๆรึเปล่า เราถามตัวเองในตอนนั้นว่านี่ทำอะไรอยู่ เธอทำแบบนี้เพื่อความสวยหุ่นดีภายนอกให้คนอื่นเห็นหรอยะ แล้วหัวใจเธอที่มันย่อยยับอยู่ข้างในที่ไม่มีใครเห็นอะ มันไม่มีความหมายหราาาาา นั่นแหละเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราฮึดสู้และเปลี่ยนตัวเองอีกครั้งคราวนี้ไม่ใช่เพื่อให้ใครมาหลงใหลชม แต่เพื่อตัวของเราเองจริงๆแบบไม่หลอกตัวเองอีกต่อไป

2.ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น :  พอรักตัวเองได้แล้วเราก็รู้จักที่จะยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น ในตอนนั้นที่ตัวเองพุงพลุ้ยสุดๆแล้วก็บอกตัวเองว่า โอเค ฉันพลาดไปแล้วแหละ ตอนนี้ถึงร่างกายของฉันจะอ้วนขึ้น แต่ใจของฉันยังเป็นมัดหมี่คนเดิมและเราก็รู้ว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้น ทำเป็นเล่นไปนี่เป็นโอกาสที่จะได้รู้ว่าใครที่จริงใจกับเราจริงๆและใครที่ตัดสินเราด้วยเพียงรูปลักษณ์ภายนอก(ฉันจำได้หมดทุกคนนะจ๊ะ ไม่ลืมจย้า) ใจเย็นๆกับตัวเองนะ เมื่อก่อนผอม ตอนนี้อ้วน ทำไมฉันจะกลับไปผอมอีกไม่ได้ จริงมั้ย ใจเย็นๆนะสาวๆ เราทำได้ ยูก็ทำได้นะ :)

3.ฟังเสียงข้างในตัวเอง : ข้อนี้ฟังดูน้ำเน่าจุงง Trust the voice within พูดจริงเลย ฟังทั้งเสียงของร่างกายตัวเอง ฟังทั้งเสียงหัวใจตัวเอง เราเชื่อว่าสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเราคือสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ เช่น หิวก็กิน เหนื่อยก็พัก อยากกินขนมก็กิน แต่อยู่บนพื้นฐานของสตินะลูก “สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่สิ่งที่คนทั้งโลกบอกว่าดีแต่เป็นสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเราจริงๆต่างหาก” จริงๆนะ เรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะว่าเราเอาแต่ฟังเสียงของโลกภายนอก แล้วก็ทำตามมันแบบไม่ลืมหูลืมตาจนพังไปเป็นแถบ TT

         กระทู้นี้ย้าว ยาว แต่เราหวังว่าเราจะช่วยสาวๆหลายคนที่กำลังเจอสิ่งที่เราเจอนะ อยากให้รู้ว่ายูไม่ได้อยู่คนเดียว ไม่ได้แปลกนะ เราชนะมันมาได้ คุณก็ทำได้ เราไม่ได้เป็นใครเลย เราคือมัดหมี่ผู้หญิงธรรมดาที่เหมือนๆกับพวกคุณ เราชอบกินหมูกรอบ เรามีวันที่กินไอติมเยอะเกินไป มีวันที่อู้ไม่ไปออกกำลังกาย บางวันเราก็ไม่ได้ชอบออกกำลังกายขนาดนั้น ในรูปเราบางทีมันก็ดูดีกว่าตัวจริง(100ชอตอะรู้จักปะะ) มีวันที่ดี มีวันที่ร้องไห้ มีวันที่ท้อ แต่เราก็ผ่านมาได้ มีวันนี้ที่พูดได้อย่างเต็มปากว่ามีความสุข เพราะเรารักตัวเองเหลือเกินและเราทำดีที่สุดแล้ว…นี่มันคือชีวิต จะสุขจะทุกข์แต่ ชีวิตต่้องเดินต่อไป :) สู้โว้ย!!!!!! กอด,แม้ดหมี่ 

Facebook Comments

madmee

mee.mokkhasmit@gmail.com